// you’re reading...

News

จุล โชติกะวรรณ เปิดเผย 1577 คอลเซ็นเตอร์ บุกอิเหนา

1577 คอลเซ็นเตอร์ หนีกำลังซื้อในประเทศหด เร่งสยายปีกลุยตลาดต่างประเทศ ล่าสุดทุ่ม 60 ล้านบาท เปิดธุรกิจในอินโดนีเซีย คาดเริ่มดำเนินการได้ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ พร้อมเร่งกิจกรรมเต็มสูบทั้งเวียดนามและมาเลเซีย วาดเป้าโกยยอดขายตปท. 1,000 ล้านบาท

นายจุล โชติกะวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Property Technology จำกัด ผู้ให้บริการจำหน่ายสินค้าผ่านระบบคอลล์เซ็นเตอร์ 1577 Call Center เปิดเผยกับ
“ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แผนการรุกตลาดของบริษัทในปี 2553 จะเร่งขยายตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยมีแผนการขยายตลาดไปยังประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการเจรจากับพันธมิตรธุรกิจหลายราย แต่แนวโน้มที่เป็นไปได้มากสุดจะเป็นความร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจโทรทัศน์ใน กรุงจากาตาร์ ซึ่งมีเครือข่ายธุรกิจใกล้เคียงกับธุรกิจของบริษัท คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้  โดยใช้เงินลงทุนเบื้องต้น 60 ล้านบาท
“การที่บริษัทหันไปรุกตลาดต่างประเทศมากขึ้นนั้น เนื่องจากตลาดมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและขยายตัวมากกว่าในประเทศ โดยเฉพาะประเทศอินโดนีเซียที่เป็นฐานตลาดที่ใหญ่ อีกทั้งรูปแบบของการทำธุรกิจของพันธมิตรจะเป็นรูปแบบคล้ายกับค้าปลีก คือซื้อสินค้าเพื่อนำไปจำหน่าย ไม่ได้เป็นลักษณะของการฝากขาย ทำให้ลดความเสี่ยงของสินค้าแบรนด์ต่างๆ ซึ่งสินค้าที่บริษัทจะส่งเข้าไปนั้น ยังคงเป็นสินค้าใน 3 กลุ่มเดิม คือ ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพและสินค้าทั่วไป อาทิ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งบริษัทได้เปิดรับสินค้าต่างๆ ที่ต้องการจะขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง ด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ อย่างครบวงจร”
นอกจากนี้บริษัทมีแผนการสร้างเครือข่ายธุรกิจในประเทศที่บริษัทได้เข้าไป ร่วมลงทุน โดยจะนำร่องจากการนำสินค้าจากประเทศมาเลเซียไปจำหน่ายให้กับพันธมิตรใน ประเทศเวียดนาม เนื่องจากสินค้าที่จำหน่ายในประเทศมาเลเซียนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่มาจากผู้ผลิตโดยตรง และเป็นลักษณะ B to B (Business to Business)  และในอนาคตสินค้าจะสร้างเครือข่ายธุรกิจดังกล่าวทั้ง 4 ประเทศเข้าด้วยกัน เพื่อเป็นการขยายตลาดมากขึ้น และเป็นการเปิดโอกาสให้แบรนด์ต่างๆ สามารถมีโอกาสในการเติบโตมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย อาจมีกลุ่มลูกค้าแค่ระดับหนึ่ง แต่ไปได้รับความนิยมมากในเวียดนาม อาทิ ผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงทรวงอก
ทั้งนี้ที่ผ่านมา บริษัทได้มีการขยายตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง  เริ่มจากปี 2551 ที่ได้เซ็นสัญญากับบริษัท แพลนเนต คอลเซ็นเตอร์ มาเลเซีย จำกัด เพื่อเปิดดำเนินธุรกิจผู้ให้บริการจำหน่ายสินค้าผ่านระบบคอลล์เซ็นเตอร์ใน ประเทศมาเลเซีย โดยบริษัทถือหุ้น 49% และทางมาเลเซียถือหุ้น 51%  และเมื่อปลายปี 2552 ที่ผ่านมาได้ขยายตลาดเข้าสู่ประเทศเวียดนาม โดยบริษัท แพลนเนท คอนเนคชั่น(ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเครือ ได้เซ็นสัญญากับบริษัท ลาสต้า มัลติมีเดีย จอยท์ สต็อก คอมพานี (เวียดนาม) จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจสถานีโทรทัศน์รายใหญ่ของประเทศเวียดนามช่อง VT9 เพื่อดำเนินธุรกิจ Hello Marketing ครบวงจรและถือเป็นธุรกิจรายใหญ่ที่สุดในภาคพื้นอินโดจีน ซึ่งใช้งบลงทุนกว่า 100 ล้านบาท
สำหรับการรุกตลาดในประเทศเวียดนามและมาเลเซียนั้น บริษัทมีแผนการขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น โดยในประเทศเวียดนาม จะเริ่มรุกตลาดอย่างเต็มรูปแบบในปลายเดือนพฤษภาคม 2553 นี้ ด้วยการกระจายสินค้าให้ครอบคลุมทั่วประเทศ หลังจากที่ได้ทดลองตลาดด้วยการส่งสินค้าเฉพาะในเขตเมืองโฮจิมินห์และพื้นที่ ใกล้เคียงเท่านั้น  ตั้งเป้ารายได้ปีแรก 500 ล้านบาท ขณะที่ประเทศมาเลเซียนั้นจะเน้นการจัดกิจกรรมร่วมกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง และตั้งเป้ายอดขาย 500 ล้านบาทเท่ากับเวียดนาม
ขณะที่ตลาดในประเทศนั้น แม้ว่าในช่วงต้นปีที่ผ่านมาประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางด้านการ เมือง ส่งผลกระทบกับความมั่นใจกับกำลังซื้อของผู้บริโภค แต่บริษัทไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากฐานลูกค้าส่วนใหญ่ยังเป็นต่างจังหวัด ดังนั้นบริษัทมีแผนการรุกตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น โดยการเน้นการใช้สื่อท้องถิ่นเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น และจากแผนการรุกตลาดดังกล่าว บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตในประเทศเพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 30% หรือคิดเป็นรายได้ประมาณ 800 ล้านบาท
ปัจจุบันสินค้าที่ทาง 1577 คอลเซ็นเตอร์ จำหน่ายนั้น มี 3 กลุ่ม คือ เครื่องสำอาง มีสัดส่วนการจำหน่ายประมาณ 40% กลุ่มอาหารเสริมสุขภาพ สัดส่วน 40% และอุปกรณ์ทั่วไป อาทิ อุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มีสัดส่วน 20%

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,528   6-8  พฤษภาคม พ.ศ. 2553

Discussion

No comments yet.

Post a comment